การปฏิบัติแนว “ทุกข์ได้อีก”

15 August, 2011 at 11:47 am | Posted in Dhamma | Leave a comment

ห่างหายกันไปนานเหลือเกินกับการเขียนบล็อกเกี่ยวกับผลการปฏิบัติ ผู้เขียนก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ ไม่มีอะไรพิเศษ ระหว่างวันถ้านึกได้ก็จะดูจิตบ้าง ดูกายบ้างก็แล้วแต่ ความทุกข์ใจในเรื่องต่างๆก็ใช่ว่าจะหมดไปเสียทีเดียว แต่เมื่อใดก็ตามที่ความทุกข์เกิด ใจผู้เขียนก็คิดขึ้นมาว่า “ทุกข์ได้อีกนะ” อืม…สติมันอยู่กับคำว่าทุกข์ได้อีก มันก็ทนของมันได้อีก มันก็อยู่ของมันได้ เมื่อก่อนเวลาทุกข์ก็ดูไปว่ามันทุกข์ เช่น เวลาที่รู้สึกเสียใจอยู่ข้างใน เมื่อก่อนก็ดูไปว่า…อืมกำลังเสียใจอยู่ แต่เหมือนว่าใจมันพยายามบอกว่า เออ…แกรู้มั้ยว่าแกเสียใจ รู้ แล้วถามว่าความเสียใจหายมั้ย ไม่หายนะ มันจะหายไปก็ต่อเมื่อเราไปคิดเรื่องอื่น พอไปคิดเรื่องอื่นก็รู้สึกตัวไปกับเรื่องนั้นๆ แล้วพอมันกลับมาคิดเรื่องที่ทำให้เสียใจอีก มันก็ยังเสียใจอีกนะ พอเสียใจก็เข้าหรอบเดิม รู้ว่ากำลังเสียใจ…..ผู้เขียนทำอยู่อย่างนี้พักใหญ่เลยนะ นานมากจริงๆ เป็นเดือนๆ หลายเดือนเลยล่ะ จนมันคงถึงจุดของมัน ถามว่าปัญญาเกิดมั้ย ปัญญาที่ว่าเราจะเห็นว่าความเสียใจมันผ่านมาแล้วมันก็ผ่านไปน่ะ มันก็รู้อยู่นะ รู้เพราะว่าวันทั้งวันเรารู้ว่าเรื่องต่างๆก็มีมาให้คิดและให้ตามรู้ไปเรื่อยๆ แต่ผู้อ่านจะรู้สึกเหมือนผู้เขียนหรือไม่ว่า…ถึงจะรู้ว่ามันก็ผ่านไป แต่มันก็จะผ่านมาอีก…..จนผู้เขียนรู้สึกว่า เหนื่อยนะ เหนื่อยที่รู้ว่า เอาแล้ว ตัวเสียใจมาอีกแล้ว จนผู้เขียนถึงจุดที่ว่า ไม่ได้การ ต้องชนกับมันไปเลย ชนยังไง ชนในแบบของผู้เขียนคือ เสียใจใช่มั้ย อืม รู้ว่าเสียใจ พอสติมันรู้ว่าเสียใจ มันมีอีกตัวโผล่ขึ้นมาเลยว่า “ทุกข์ได้อีกนะ ยังทุกข์ได้อีก” พอตัวที่มันบอกว่าทุกข์ได้อีกโผล่ขึ้นมานะ กลายเป็นว่า อ้าว ที่ทุกข์อยู่นี่มันทุกข์แล้วเหรอ ผู้เขียนสมมติเหตุการณ์ง่ายๆเลยที่ทำให้ผู้เขียนมีความรู้สึกนี้ขึ้นมาคือ เรื่องความตาย การพลัดพราก จิตมันจะคิดขึ้นมาว่า ถ้าพ่อแม่พี่น้องเราตาย เราจะทำยังไง แล้วคิดบ่อยด้วย พอคิดทีไรถึงรู้ว่าคิดนะ มันก็ทุกข์อยู่ดีแหละ เพราะปัญหาไม่ถูกแก้ ถึงจะดูมรณานุสติแล้วก็ตาม แต่ถามว่าจะแก้ยังไงเกิดแก่เจ็บตายของธรรมดาโลกใช่มั้ย แก้ให้เค้าไม่ตายเหรอ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ฟังพระเทศน์เข้าหูแล้วเข้าหูอีกก็ไม่ได้รู้สึกว่าปลงได้ ผู้เขียนก็ดูจิตไปตามที่หลวงพ่อสอนอยู่อย่างนั้นแหละ ดูไปจนอยู่ๆ พอความคิดว่าพ่อแม่พี่น้องตายจะทำยังไงโผล่มา ผู้เขียนก็รู้สึกไปเลย แล้วแกะตัวความรู้สึกไปเลยว่า มันจะทุกข์ไปถึงไหน อยากจะรู้นัก ปรากฏว่า มันถึงไหนรู้มั้ยผู้อ่าน มันไม่ทุกข์ถึงไหนเลย ทุกข์เท่าเดิม ทำไปทำมาเหมือนเป็นเพื่อนกับมัน อ้อ คิดแล้วนะ อ้อ ทุกข์แล้วนะ ทุกข์อีกก็ทุกข์ได้เลยนะ อารมณ์นั้นจริงๆ

นอกจากดูจิตที่ว่านั้นแล้ว การปฏิบัติอื่นๆของผู้เขียนที่พอนึกได้ก็จะทำเลย เพราะทำง่ายหน่อยคือให้รู้สึกผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูก เวลาทำก็ไม่ต้องไปนั่งสมาธิอะไร คนทำงานอย่างเราจะเอาเวลาที่ไหนนั่งสมาธิอย่างนั้น ก็ทำไปพร้อมๆกับยืนเดินนั่งนอนนั่นแหละ นึกได้ก็นึกเลย นึกไม่ได้ชั่งมัน ที่ผู้เขียนต้องทำความรู้แบบนี้เพื่อให้ปลงต่อสังขารบ่อยๆ ก็หวังว่าสักวันมันจะเป็นตัวช่วยหนุนเรื่องความทุกข์จากการพลัดพรากได้

วิธีปฏิบัติของผู้เขียนนี้ถ้าใครลองทำแล้วถูกจริตก็ลองดู ไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด ถ้าใครนำไปถ่ายทอดต่อได้ดีกว่าผู้เขียนก็โมทนาสาธุกับทางธรรมที่ท่านได้เสาะแสวงหา

สิ่งที่มันก็เป็นอย่างนั้นมาตลอด แต่เราไม่เข้าใจ

10 October, 2010 at 1:58 pm | Posted in Dhamma | Leave a comment

โลกนี้เป็นของจริง จริงแบบโลกๆ จริงแบบสมมติ แต่ที่เราทุกข์เพราะเราไม่เข้าใจโลก เราไม่รู้ว่าอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมานั้น มันก็มีก็เป็นของมันมานานแล้ว มนุษย์ปุถุชนมันก็ต้องมีอารมณ์แบบนั้นเป็นของธรรมดา และอย่าปฏิเสธว่ามันไม่มี ก็เห็นกันอยู่ เห็นความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่เราไม่เข้าใจว่าทำไมมันต้องมี ความสุขความทุกข์มันก็มีของมันอยู่ เพราะสุขมันอยู่ตรงหน้า ทุกข์มันก็อยู่ตรงหน้า จะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรได้อย่างไร จะบอกว่า “สักแต่ว่า” ก็ได้แต่พูด แต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันก็สุขก็ทุกข์ แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ธรรมมะช่วยอะไร ธรรมมะคือการมีสติ มีสติไม่ใช่ว่าสติแบบพอมีอะไรเกิดขึ้นมากระทบใจก็บอกว่ามันไม่มี มันสักแต่ว่า ธรรมมะไม่ได้ช่วยให้เราไม่สุขไม่ทุกข์ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ว่างๆเฉยๆตัวตนไม่มีเพราะเป็นสิ่งสมมติ

เราต้องเข้าใจก่อนว่า ถึงมันเป็นสิ่งสมมติ แต่มันก็เป็นสิ่งสมมติแบบโลกๆ แล้วเราก็ยังอยู่ในนั้น ดังนั้นธรรมมะจึงหมายถึงการมีสติแบบที่เป็นความเข้าใจ เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เป็นของมันอย่างนั้น มันจะต้องเป็นอย่างนั้น ธรรมมะช่วยพ้นทุกข์ได้แต่ไม่ได้ช่วยแก้ทุกข์ ช่วยให้พ้นทุกข์หมายความง่ายๆคือทำให้เรา “รู้” นั่นเอง รู้ว่ามันมีอยู่นะ คนติฉินนินทา คนทำบุญทำทาน คนดีคนเลวมันก็มีของมันอยู่ ความสุขความทุกข์มันก็มีของมันอยู่

สาเหตุที่เราต้องมาหาทางไม่ให้มีความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไม่เข้าใจ จะทำให้ของที่มันต้องมี ต้องเป็น ของที่ไม่มีอยากให้มี ของที่มันมีอยู่ให้หายไป เพราะเรา “ไม่รู้” ว่ามันก็ต้องมีตามเงื่อนไขของต้นตอตามเหตุผลของมัน เราเป็นแค่ตัวที่นำเหตุมาและพาผลไป พาผลไปเจอกับอีกเหตุหนึ่งแล้วเกิดผลแล้วก็เป็นเหตุไปเรื่อยๆเท่านั้น โลกนี้ไม่ใช่ของเรา แต่เราต่างหากที่เป็นของโลก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำหรือความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่โลกนี้มันมีบัญญัติอยู่แล้วทั้งนั้น

แต่พอหลังจากที่เรามีสติแล้ว ทำไมยังโลภยังโกรธยังหลงอยู่ล่ะ เพราะยังขาดปัญญาใคร่ครวญว่า ที่อารมณ์เราแปรปรวนไปตามโลกนั้นมันสมควรแล้วหรือ แล้วทำไมอารมณ์เราถึงแปรปรวนไปตามโลก ก็เพราะเราไม่รู้สึกว่าตัวเราเป็นแค่ตัวนำเหตุและผลมา พาเหตุและผลไป แต่เรายึดถือเอาว่าความดีใจ เศร้าใจนี่เป็นตัวเรา เราเศร้า จริงๆแล้วเราเศร้าเราดีใจขึ้นมาได้เองหรือถ้ามันไม่มีเหตุ จะบอกว่านั่งอยู่เฉยๆก็ยิ้มได้หัวเราะได้ ไม่มีทางเลยถ้าปราศจากความคิด เหตุคืออะไร เหตุคือความคิด แล้วจะทำอย่างไร ตัดความคิดหรือ ตัดได้อย่างไรในเมื่อความคิดมันก็มีอยู่จริง มีอยู่มาตลอด มีมานานแล้ว และมันก็เป็นของมันอย่างนั้น สมองมีหน้าที่คิด จะปฏิเสธความคิดหรือก็ไม่ได้ และเมื่อเรามีสติและปัญญาเพียงพอแล้วนั่นแหละ เราจะ “รู้ว่าคิด” พอรู้ว่าคิด การยึดติดในอารมณ์มันก็ไม่มี ถ้าไม่รู้ว่าคิดก็นึกว่าเราคิด แต่จริงๆมันก็คิดไปตามเหตุของมัน มันมีเหตุมันก็คิด

พอเรารู้ว่าคิดมันก็จะไม่ยึดติดในอารมณ์อีกต่อไปเพราะอารมณ์ได้เกิดก่อนการรู้ว่าคิด เมื่อรู้ว่าคิดอารมณ์ก็เป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้ แล้วความสุขความทุกข์ยังมีมั้ย มีสิ แต่มีแบบเข้าใจว่า โลกมันมีนะ มันก็มีไปตามเหตุ

สรุปได้ว่าโลกนี้จะทุกข์ก็ได้ จะสุขก็ได้ เพราะมันก็เป็นของมันอย่างนั้น แต่ที่เราทุกข์เพราะเราไม่รู้ว่ามันก็เป็นของมันอย่างนั้น เราไม่รู้เพราะเราไม่รู้สึกว่าเราเป็นแค่ตัวนำพาเหตุและผล จึงรักความสุขเกลียดความทุกข์ แล้วเราก็ไปยึดติดกับอารมณ์เพราะนึกว่านั่นแหละตัวเรา สติช่วยให้เรา “รู้” ถึงความมีอยู่ของโลก “ปัญญา” ช่วยให้เราเข้าใจ ทำให้เรามองเห็นความคิด เมื่อเห็นความคิดก็ไม่ยึดติดอารมณ์ พอเราเข้าใจโลก ทีนี้โลภโกรธหลงอยู่ไหนล่ะ สุขทุกข์ ใครเป็นเจ้าของ…ไม่มี ไม่มีเจ้าของเลย

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา… “รู้”หรือไม่

16 April, 2010 at 1:02 pm | Posted in Dhamma | 4 Comments

-เราเศร้าโศกเสียใจกับอะไรต่างๆนาๆ แต่เราไม่เคยนึกถึงว่า ในอดีตเราได้เคยเสียใจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน….แต่เราก็ยังเสียใจไปเรื่อยๆ
-เราดีใจสุขใจกับอะไรต่างๆนาๆ แต่เราไม่เคยนึกถึงว่า ในอดีตเราได้เคยดีใจสุขใจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน….แต่เราก็ยังดีใจสุขใจไปเรื่อยๆ
-เราอาจเห็นว่า ความเจ็บป่วยนั้นหากกินยาหาหมอแล้วก็หาย ทำให้ไม่ได้ระลึกถึงว่า มันหายไปแล้วเดี๋ยวมันก็มาอีก
-เมื่อความทุกข์มาหาเรา เราอยากหาทางทำให้มันสุข เมื่อความสุขอยู่กับเรา เราอยากให้มันอยู่ตลอดไป….ทำได้หรือไม่?
-เราใช้ชีวิตโดยคิดเรื่องต่างๆนาๆจนลืมไปว่า ทุกๆวินาทีอายุก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จะรู้ตัวอีกทีก็ผมหงอกขึ้น รู้ตัวอีกทีผิวหนังก็เริ่มเหี่ยวย่น หรือรู้ว่ามันเหี่ยวย่น แต่ไม่รู้ว่ามันก็เหี่ยวย่นอยู่ตลอดเวลาไม่ต้องรอให้อายุถึงเลข 4 เลข 5 นำหน้า
-เราทำกิจกรรมต่างๆเพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไป อยากได้ แก่งแย่ง โดยไม่ใส่ใจว่า ถึงอย่างไรก็ตาม ความตายก็จะมาถึงเราอย่างแน่นอน
-เราบังคับความคิดตัวเองได้หรือไม่ว่าให้คิดแต่สิ่งดี
-เราบังคับตัวเองได้หรือไม่ว่าให้พูดแต่สิ่งมีประโยชน์
-เราบังคับตัวเองได้หรือไม่ว่าให้ทำแต่สิ่งดี
-ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง
…………………………..
ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นทุกข์ด้วยตัวมันเองมาตั้งแต่แรกแล้วจะหาทางพ้นทุกข์ได้หรือ????
เราเกิดมาพร้อมๆกับก้อนทุกข์ แล้วจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร????
…..ก้อนทุกข์ก้อนหนึ่ง ถึงจะตัดออกเป็นก้อนเล็กๆเท่าอนุภาคไหน อย่างไรก็คือก้อนทุกข์
…………………………..
- ถ้าเราไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว นี่คือก้อนทุกข์ เราก็จะหาทางทำให้ก้อนทุกข์นี้เป็นสุข ทำอย่างไร ก็ทำไม่ได้
- แต่ถ้าเรารู้ว่าแท้จริงแล้ว นี่คือก้อนทุกข์ เราก็จะไม่หาทางทำให้ก้อนทุกข์นี้เป็นสุข ก้อนทุกข์มันก็ทุกข์ของมันอย่างนั้น แต่เราจะเป็นสุข เพราะเราไม่ได้ผูกติดกับก้อนทุกข์

รู้ทุกข์ก็ไม่อยากละทุกข์ เพราะทุกข์ไม่ใช่เรื่องของเรา

สติในฝัน(เพิ่มเติมต่อเนื่อง…)

23 January, 2010 at 6:34 pm | Posted in Dhamma | Leave a comment

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่(ยัง)มีผู้อ่านและคำคอมเม้นท์เล็กๆน้อยๆ ^-^

สืบเนื่องจากว่ามีผู้อ่านได้มาอ่านบล็อกของผู้เขียนในหัวข้อเรื่อง “สติในฝัน” ที่ได้ลงไว้คราวก่อนและเกิดความสงสัยอันเนื่องมาจากความบกพร่องเรื่องการอธิบายของผู้เขียนเอง วันนี้จึงได้โอกาสอธิบายเพิ่มเติมต่อ เชิญอ่านกันได้ตามอัธยาศัย….

ผู้เขียนบกพร่องในส่วนของการอธิบายเรื่องความจริงกับความฝันว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไรตามที่คุณ yutth สงสัยจริงๆ เลยนั่งนึกย้อนไปอีกทีเพราะจากวันนั้นมาวันนี้ก็ผ่านไป 3 เดือนแล้ว ก็นึกได้ว่า
ตอนนั้นที่ผู้เขียนอธิบายไปว่า หลังจากที่รู้แล้วว่าเราฝันไปแน่ๆแต่ก็ได้แต่มีสติรู้สึกตัวเพราะทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้นั้น ผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่า ผู้เขียนไม่ได้นึกเลยตัวเองมีร่างกายอยู่ จะว่าลืมก็ไม่ใช่ คือไม่ใช่อาการที่เค้าว่าผีอำคือจะขยับตัวก็ขยับไม่ได้ ไม่ใช่อย่างนั้น มันเหมือนกับว่า นอกเหนือจากจิต(หรือความรู้สึกที่ว่านั้น)ก็ไม่มีอย่างอื่นอีกแล้ว ผู้เขียนจึงบอกเพียงว่า ได้แต่รู้สึกว่าตอนนี้ฝันไปแค่นั้นเองและไม่รู้จะทำอะไรเพราะตอนนั้นความคิดที่ว่าฉันยังมีร่างกายอยู่นั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย (ผู้เขียนพิมพ์ไปก็ออกจะงงๆเล็กน้อย แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ^_^!)

และหลังจากนั้นที่ว่าสียงอะไรต่างๆค่อยๆจางหายไปและเสียงจากเครื่องฟังเพลงก็ชัดขึ้นนั้น ร่างกายมันก็รู้สึกขึ้นมาเอง ไม่เหมือนคนที่พยายามขยับตัวด้วยความทรมานเพราะผีอำ คล้ายกับว่าจิตมันไปเที่ยวไหนต่อไหนของมันไม่รู้และไม่สนใจด้วยว่าแกต้องอยู่กับไอ้ตัวที่ยังนอนอยู่นี่นะ แล้วพอมันอยากจะมามันก็มาของมันเอง(แต่ก็ไม่เชิงมาของมันเองนะ คงจะมาเพราะหูกระทบเสียง แล้วเกิดเป็นความจำได้หมายรู้ขึ้นมา ตัวตนเลยเกิด จึงรู้สึกตัวขึ้นมา อย่างนั้นหรือเปล่า ^_^)

ก็หวังว่าผู้อ่านคงคลายความสงสัยขึ้นมาบ้างกับความฝันเล็กๆน้อยๆของผู้เขียน ขอบคุณอีกครั้งต่อการอ่านหรือตามอ่านซึ่งไม่ค่อยจะได้เขียนบ่อยๆ ส่วนใหญ่ก็ภาวนาไปตามเรื่องตามราว ชีวิตก็ปกติดี อยู่แบบธรรมดาไม่มีอะไรน่าสนใจ ^_^

สติในฝัน

26 October, 2009 at 10:20 am | Posted in Dhamma | 3 Comments

เคยรู้สึกมั้ยเวลาที่เราหลับแล้วฝัน ตอนฝันไม่รู้ว่าฝัน แต่พอรู้ว่าฝัน ความฝันนั้นก็ยังไม่หาย แต่เหตุการณ์ในฝันนั้นมันจะค่อยๆจางไปๆจนหายไป เหลือแต่ความทรงจำ ความทรงจำนั้นก็เป็นแค่ความทรงจำสั้นๆ พอตื่นแบบจริงๆกลับจำอะไรไม่ได้เลย

ผู้เขียนมีอะไรจะเล่าให้อ่านกันเล่นๆ เมื่อคืนผู้เขียนฝัน แต่เป็นการฝันว่ากำลังทำสมาธิ จำไม่ได้ว่านั่งหรือนอนทำ แต่ความรู้สึกตอนนั้นคือกำลังทำสมาธิอยู่ พอทำไปได้ซักพักความรู้สึกมันค่อยๆลึกลง ลึกลงไปเรื่อยๆจนรวมกันเป็นก้อนน่าจะเท่าลูกแก้วที่เด็กๆชอบเล่นกัน ช่วงแป๊บเดียวมันกลับกลายเป็นเหมือนผู้เขียนหลุดไปอีกที่หนึ่งทันที บรรยายไม่ถูกแต่เร็วมากเหมือนแค่กระพริบตาเท่านั้น ที่ๆหลุดไปผู้เขียนก็ไม่ได้ดูตัวเองอีกว่าตัวเองอยู่ในสภาพไหนและอยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าในหูได้ยินเสียงสวดมนต์ แต่ไม่ใช่ภาษาบาลีเหมือนที่เราเคยได้ยินพระสวดตามวัด เสียงสวดมนต์ที่ว่าเหมือนภาษาขอม จะว่าใช่ภาษาขอมหรือเปล่าผู้เขียนก็ไม่รู้เพราะไม่เคยฟังบทสวดภาษาขอมแต่เอาเป็นว่าไม่ใช่ภาษาที่พระสวดก็แล้วกัน และในขณะที่ได้ยินเสียงสวดมนต์อยู่นั้น ผู้เขียนรู้สึกว่าได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดเป็นภาษาไทยนี่แหละ เสียงทุ้มๆ จำประโยคแต่ละประโยคไม่ได้ แต่ภาพรวมใจความที่เขาพูดคือ เขากำลังสอนให้ทำกสิณ สอนผู้เขียนว่าวิธีทำกสิณให้ทำยังไง แต่เขาไม่ได้มาจับร่างกายของผู้เขียน ซึ่งในขณะที่เขาพูด และมีเสียงสวดภาษาขอมนั้นก็มีอีกคนหนึ่งแต่คนนี้ผู้เขียนน่าจะเห็นเขาเพราะเขามาจับตัวผู้เขียน เป็นผู้หญิง ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนเขาเป็นแม่ชีนะผู้เขียนก็ไม่แน่ใจ เขามาจับผู้เขียนให้ทำท่าเวลาทำกสิณให้ถูกวิธี

แต่จุดหักเหมันอยู่ตรงนี้ ตรงที่ว่าผู้เขียนเริ่มรู้สึกตัวเองขึ้นมาจริงๆว่ากำลังฝัน รู้สึกได้อย่างไร โดยปกติผู้เขียนจะเปิดเสียงเทศน์ของหลวงพ่อปราโมทย์คลอไว้จนหลับไปเป็นประจำ เมื่อวานก็เช่นกัน เปิดไว้จนหลับ หลวงพ่อก็เทศน์ไปเรื่อย ด้วยความที่ผู้เขียนหลับจึงไม่ได้ยินเสียงเทศน์ แต่พอหูเริ่มได้ยินเสียงใครสักคนแว่วเข้ามา แถมยังไม่พอ จังหวะที่ท่านเทศน์เหมือนรู้ว่าผู้เขียนกำลังฝันเรื่องอะไรยังไงยังงั้น ท่านเทศน์เนื้อความว่า “ให้มีสติรู้กายรู้ใจไว้ อย่าไปอยากทำโน่นทำนี่ หลวงพ่อทำมานานไม่เห็นมันจะพ้นทุกข์” นั่นแหละ จำได้ทันทีว่าหลวงพ่อมาโปรดเราซะแล้ว ^_^

ช่วงจังหวะนั้นเอง ผู้เขียนขอใช้คำว่า “ภพมันซ้อนกัน” หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า ตอนที่ผู้เขียนรู้สึกตัวจากการที่ได้ยินเสียงหลวงพ่อเทศน์ที่มาจากการเปิดเสียงเทศน์ทิ้งไว้ก่อนจะหลับมันมารวมกับตอนที่บอกว่ามีเสียงคนสอนทำกสิณ ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะรู้แล้วว่านี่เราต้องฝันแน่ๆ เพราะเราได้ยินเสียงหลวงพ่อเข้ามาในหูแล้วล่ะแล้วเสียงหลวงพ่อก็ไม่ได้มาจากไหน เราเปิดทิ้งไว้เอง แต่เสียงบทสวด เสียงคนสอนทำกสิณ หรือแม่ชีที่มาจับตัวก็ยังอยู่ จังหวะนั้นผู้เขียนไม่รู้จะทำอะไรจริงๆ เพราะทำอะไรไม่ได้ แต่รู้ว่าไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ทำไมจึงไม่กลัว บอกได้เลยว่ามาจากการเจริญสติเป็นประจำ หลวงพ่อสอนว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตามให้รู้มันลูกเดียว มันจะตายไปก็ปล่อยไปเลย เพราะร่างกายจิตใจมันเป็นตัวทุกข์แล้วจะไปใยดีมันทำไม ผู้เขียนก็ทำจิตให้รู้สึกไปเรื่อยๆ แล้วไม่นาน เสียงหลวงพ่อก็ชัดขึ้นมาพร้อมๆกับเสียงบทสวด เสียงคนสอนกสิณและแม่ชีก็หายไป

น่าเสียดายเหมือนกันที่ผู้เขียนนำมาเล่าได้เท่านี้ ซึ่งเป็นเพียงภาพใหญ่ๆ แต่ที่ผู้เขียนจำไม่ได้เลย นึกยังไงก็ไม่ออกก็คือเนื้อหาใจความที่เขาสอนทำกสิณ จำไม่ได้จริงๆ ในใจลึกๆก็เสียดายนะ อุตส่าห์มีใครก็ไม่รู้มาสอนถึงที่ แต่คิดอีกที สงสัยหลวงพ่อจะกลัวว่าเราเนิ่นช้าเลยดึงสติไว้ให้ ^_^

ก็มาเล่าให้อ่านกันเล่นๆคลายเครียดกันสำหรับนักปฏิบัติทั้งหลาย ขอให้เจริญในการปฏบัติยิ่งๆขึ้นไปทุกท่านทุกคน _/|\_

เพิ่มเติมเมื่อ 10:56
ได้ธรรมมะอีกข้อคือ ภพนี้(หรือภพไหนๆ)ไม่มีอะไรที่ผ่านมาแล้วไม่ผ่านไป เกิดขึ้นแล้วไม่ดับไป จากการรู้สึกตัวไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดมาให้เราเห็น มันก็ดับลงไปต่อหน้าต่อตาจริงๆ

ชีวิตที่ไม่เที่ยงกับความน่าประหลาดใจ

2 September, 2009 at 8:17 am | Posted in Dhamma | Leave a comment

เมื่อวานนี้ผู้เขียนตื่นขึ้นมาแต่งตัวไปทำงานตามปกติ ในขณะที่นั่งอยู่ในรถตู้เพื่อเดินทางมาที่ทำงานผู้เขียนก็ฟังเสียงเทศน์ของหลวงพ่ออยู่เป็นประจำ ดูเหมือนวันนี้จะไม่มีอะไรพิเศษ แต่เมื่อถึงที่ทำงานลงจากรถตู้ ผู้เขียนจะต้องเดินต่อไปเพื่อไปยังที่ทำงาน ระยะทางประมาณ800เมตร ก็ไม่ได้รู้สึกว่าไกลเพราะเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆตามตึก ประกอบกับเช้าๆอากาศไม่ร้อน มีช่วงหนึ่งที่จะต้องเดินผ่านดงต้นก้ามปู หรือเรียกกันอีกชื่อว่าจามจุรี ช่วงนี้ฝนตกบ่อยจึงทำให้กิ่งก้ามปูเปราะ ในขณะที่ผู้เขียนเดินอย่างมีสติอยู่นั้น พลันกิ่งก้ามปูกิ่งเล็กๆก็ตกลงมาข้างหน้าของผู้เขียน ณ ขณะนั้นผู้เขียนตกใจและหลังจากนั้นก็รู้ว่าตกใจ แล้วก็เดินต่อไปเรื่อยๆเพื่อขึ้นตึก

ในขณะที่เดินต่อไปเพื่อขึ้นตึก จิตมันก็คิดไปว่า ถ้าหากผู้เขียนเดินเร็วกกว่านี้และกิ่งไม้ไม่ได้เป็นกิ่งเล็กๆแต่เป็นกิ่งใหญ่ล่ะ คงจะโดนผู้เขียนจังๆไม่ถึงตายก็บาดเจ็บแน่นอน

เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้เขียนคิดได้ว่า ความตายจริงๆแล้วมันอยู่ใกล้เรามาก และเราก็ไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะมาเมื่อไหร่และมาในรูปแบบใด ช่วงชีวิตที่ผ่านมาทำให้ผู้เขียนภูมิใจที่เราได้เห็นพระธรรมและยิ่งไปกว่านั้นได้เดินทางธรรมตั้งแต่อายุไม่มาก เป็นผู้ประมาทน้อย การเริ่มสะสมการเจริญสติใน เวลา 1 ปีที่ผ่านมาและจะทำต่อไปเรื่อยๆจนกว่ามัจจุราชตัวจริงจะถามหานั้น เมื่อถึงคราวตายไม่ว่าเร็วๆนี้หรืออนาคตข้างหน้าสิ่งที่สะสมไว้คงจะไม่สูญหายอย่างแน่นอน

มาวันนี้ผู้เขียนก็เดินอย่างมีสติมาตามทางเดินเหมือนเมื่อวาน
พอมาถึงดงต้นก้ามปูที่ผู้เขียนบอกว่าเมื่อวานกิ่งก้ามปูตกลงมาตรงหน้านั้น วันนี้มันเกิดความสงสัยขึ้นมาว่ากิ่งก้ามปูต้นไหนที่ตกใส่เพื่อเราจะได้เดินระวังขึ้น….ปรากฏว่าน่าประหลาดใจที่เมื่อผู้เขียนแหงนหน้าขึ้นไป กลับไม่พบกิ่งไม้กิ่งใดที่ยื่นออกมาถึงบริเวณที่ผู้เขียนเดินอยู่เลย เอ? หรือนี่จะเป็นอะไรบางอย่างที่จงใจปรากฏให้เห็นเพราะรู้ว่าผู้เขียนคงจะน้อมนำมาระลึกถึงความตายเพื่อความเพียรในการเจริญสติ

จิตที่เพิ่งเห็น

20 August, 2009 at 7:46 pm | Posted in Dhamma | 1 Comment

หลังจากภาวนามาได้ร่วม 1 ปีตามแนวของหลวงพ่อปราโมทย์ สภาวะจิตที่ผู้เขียนเห็นก่อนที่จะตัดสินใจมาเขียนบรรยายในครั้งนี้คือ สภาวะที่เห็นความคิด สภาวะจิตที่เห็นความคิดมันเกิดขึ้นอยู่เสมอเท่าที่จิตจะสามารถรู้ได้ ผู้เขียนรู้สึกว่าไม่น่าสนใจพอที่จะนำมาเล่าจึงไม่ได้นำมาบรรยายให้อ่าน มันไม่น่าสนใจจริงๆเพราะความคิดมันผ่านมาอยู่เรื่อยๆ เดี๋ยวคิดๆ เมื่อก่อนก็คงคิดแต่ไม่เคยรู้ว่าคิด จนบางครั้งก็แอบรู้สึกท้อใจปนสงสัยว่า เห็นแต่ความคิดไปแบบนี้แล้วมันจะมีอะไรขึ้นมาเพราะปัญญาไม่เกิด…แต่ก็เอาล่ะ ไหนๆก็ไหนๆมาถึงนี่แล้วก็ดูมันต่อไป

เมื่อไม่กี่วันมานี้ผู้เขียนเห็นว่าไม่ว่าจะคิดดีหรือไม่ดีมันก็เป็นทุกข์ ความทุกข์เกิดขึ้นหลังจากความคิดซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเกิดมาจากจิตที่คิดแล้วไปรับอารมณ์ พอรับอารมณ์แล้วจึงทุกข์ แต่พอสติมันระลึกได้เองว่าทุกข์ ความทุกข์ก็หายไป เป็นแบบนี้ตลอด

จนมาวันนี้ ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าปัญญาเริ่มเกิดแล้วหรือไม่ แต่จิตที่พบคือ ต้นตอของความคิดนั้น มาจากความอยาก ของคนอื่นผู้เขียนไม่ทราบ เค้าอาจภาวนาเห็นอีกแบบแต่สำหรับผู้เขียนคือเห็นความอยากที่มันขึ้นมาเองก่อนความคิดจะเกิดขึ้น เมื่อก่อนจะเห็นสภาวะโลภ โกรธ หลง พอเห็นโลภ โกรธ หลง แล้วภาวนาต่อมาได้ซักพักจะเห็นความคิด คือเห็นว่าพอมีความคิดก็มีโลภ โกรธ หลง เฝ้าเพียรดูความคิดต่อไป สิ่งที่เห็นตอนนี้คือความอยาก อยากมี อยากไม่มี อยากเป็น อยากไม่เป็น อยากคิด อยากไม่คิด พออยากแล้วก็มีความคิด พอคิดแล้วก็โลภ โกรธ หลง เหมือนสายโซ่ต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกมาก แต่เคยฟังหลวงพ่อเทศน์ ท่านบอกเด็กที่มาฟังและถามคำถามกับหลวงพ่อ เด็กคนนั้นอายุ 10 ขวบ หลวงพ่อบอกว่า ทีหลังให้ดูความอยากก่อนนะ พอเห็นความอยากแล้วค่อยทำ เช่น อยากดูการ์ตูน พอรู้ว่าอยากแล้วค่อยดู อยากกินขนม พอรู้ว่าอยากแล้วค่อยกินนะ ผู้เขียนจะน้อมนำคำสอนข้อนี้ของหลวงพ่อมาปฏิบัติต่อไป การปฏิบัติที่ผ่านมาก็การัณตีได้แล้วว่าส่งผลให้ชีวิตเปลี่ยนไป

จะขอค่อยๆเดินไปแบบเงียบๆ ไม่มีใครเห็นแต่เราเห็นตัวเราเอง

ธรรมมะจากการท่องเที่ยว

12 July, 2009 at 2:56 pm | Posted in Dhamma | Leave a comment

วันที่ 3-8กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ประเทศอียิปต์ ตอนแรกที่คิดจะไปก็มีอย่างเดียวคือเห็นในรูปแล้วงดงามมาก จึงอยากไปดูบ้านเมืองจริงๆ บ้านเมืองที่เห็นในรูปจะดูเก่าๆโบราณๆ เสื้อผ้าคนอียิปต์ก็ดูไม่ค่อยสะอาด ดูๆไปก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง พอได้ไปจริงๆก็รู้สึกกระตือรือร้นมากที่จะใช้สายตามองทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นจนอยากจะมีตามากกว่า 2 ตา เพื่อจะได้เก็บภาพทุกภาพให้ได้มากที่สุด
สิ่งที่ผู้เขียนได้มาทั้งจากที่ไก๊ท์บอกและเห็นเองมีหลายอย่าง จะกล่าวกันเป็นเรื่องๆก็แล้วกัน

เรื่องแรกคือบ้าน บ้านเมืองของเค้าจะดูเก่าๆ ไม่ทาสี และบ้านส่วนใหญ่ดูเหมือนสร้างไม่เสร็จเพราะไม่มีหลังคาบ้าน ไม่ฉาบปูน แค่เอาอิฐมาเรียงต่อๆกันแล้วเอาปูนยึดไว้เท่านั้น สาเหตุที่คนอียิปต์ต้องทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะเค้าไม่มีเงินสร้างบ้าน ถ้าสังเกตุภายในบ้านจะหรูหรามาก ตกแต่งด้วยของสวยๆงามๆ ที่เค้าไม่ทำบ้านให้เรียบร้อยเพราะกฏหมายของอียิปต์มีว่า ถ้าสร้างบ้านเสร็จจะต้องจ่ายภาษีแพงมากคือ 600% ของราคาบ้าน เพราะฉะนั้นบ้านแทบทุกหลังจึงดูเหมือนสร้างไม่เสร็จ ประกอบกับสภาพภูมิอากาศของประเทศเค้าคือ ใน 1 ปีจะมีพายุทะเลทราย 3 ครั้ง เมื่อพายุมาจะพัดเอาทรายมาด้วย แล้วทรายก็จะมาเกาะตามผนังบ้านจนทำให้สีของบ้านกลายเป็นสีเหมือนทราย จึงไม่มีความจำเป็นที่เค้าจะต้องเอาสีทาบ้านมาทาให้สวยงาม

เรื่องที่สองคือรถ วัฒนธรรมที่นี่จะไม่สนใจเรื่องยี่ห้อ ราคารถ สภาพรถ แค่มีรถเป็นพาหนะเท่านั้น ถ้ามีเหตุการณ์รถเฉี่ยวชน เจ้าของรถก็จะออกมาดูว่าเป็นอะไรมากมั้ย ถ้าไม่เป็นไรก็ต่างคนต่างกลับไปเข้ารถตัวเองแล้วขับต่อ ไม่มีการเรียกประกันอะไรทั้งสิ้น

เรื่องที่สามคือการปรับตัวกับสภาพอากาศ เนื่องจากที่อียิปต์กลางวันจะนานมาก กว่าพระอาทิตย์จะตกก็ราวๆ 2 ทุ่ม เพราะฉะนั้น แสงแดดจึงไม่ใช่อุปสรรคของชีวิตเค้าเลย เค้าสามารถนั่งกลางแดดได้โดยไม่รู้สึกร้อน บางทีผู้เขียนมองดูยังรู้สึกว่าเค้านั่งไปได้ยังไงไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ นั่นก็เป็นเพราะแสงแดดไม่ได้เป็นตัวปิดกั้นชีวิตของเค้า ในขณะที่บ้านเรา พอร้อนก็อยากอยู่ในห้องแอร์บ้าง ไม่อยากไปไหนบ้าง

เรื่องที่สี่คือการแต่งกาย คนที่นั่นไม่สนใจเรื่องการแต่งกาย ไม่มองว่าแต่งกายสกปรกจะไม่น่าคบ เพราะอย่างที่บอกไปตอนแรกว่า คนที่เสื้อผ้าสกปรก บ้านช่องภายนอกเหมือนสร้างไม่เสร็จแต่ข้างในหรูหรามากก็มี

เรื่องที่ห้าคืออาหาร วัฒนธรรมในเรื่องรสชาติอาหารต่างกันอย่างเห็นได้ชัด บ้านเค้าจะกินขนมปังหรืออะไรที่ทำจากแป้งเยอะ และในอาหารจะมีเครื่องเทศผสมอยู่ เขาว่าอย่างนั้นอร่อย แต่บ้านเราบอกว่ากินข้าวอร่อยกว่า

พอมาดูวัฒนธรรมของเราก็คงจะเป็นตรงกันข้ามกับวัฒนธรรมของเค้า ผู้เขียนไม่ได้เปรียบเทียบว่าของใครดีกว่าของใคร แต่สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบธรรมมะจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกันนี้ก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างคือสิ่งสมมติทั้งสิ้น สิ่งสมมติมาจากการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสภาพสังคม อย่างถ้าเราแต่งตัวดีๆ มีรถหรูๆไปอยู่บ้านเค้าเค้าก็ไม่ได้มาสนใจเราหรอก เราก็เหมือนคนทั่วๆไปคนหนึ่ง หรือถ้าบ้านเค้ามาอยู่บ้านเราเราก็จะบอกว่าทำไมสกปรกอย่างนี้ทั้งๆที่เค้าอยู่บ้านเค้าก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ก็เพราะมันไม่ใช่ของแท้ มันเป็นของสมมติเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจว่าอะไรๆก็เป็นเรื่องสมมติ เราจะอยู่บนโลกอย่างมีความสุข โลกใบนี้จะกว้างมากจนไร้ขอบไร้เขต เราจะไม่ไหวเอนไปตามสิ่งโน้นสิ่งนี้ว่า ถ้าไม่ทำตามก็เกิดความทุกข์ ถ้าทำตามก็มีความพึงพอใจ รู้สึกว่าตัวเองได้รับการยอมรับจากสังคม ซึ่งจริงๆแล้ว ชีวิตอยู่ไปกับความไหวเอนที่เป็นสิ่งสมมติทั้งสิ้น สิ่งนี้เองคือธรรมมะที่เป็นประโยชน์ให้กับชีวิตนอกจากการได้ไปเที่ยว

ยอมแปลกแยก

22 June, 2009 at 8:56 pm | Posted in Dhamma | Leave a comment

วันนี้มีโอกาสคุยกับน้องเรื่องธรรมเล็กน้อย จากการคุยกับน้องแล้วผู้เขียนมีความรู้สึกอยู่สองอย่างคือ ไม่น้องของผู้เขียนเป็นคนไม่คิดมากก็ผู้เขียนนี่แหละเป็นคนคิดมาก พอดีมันมีเรื่องให้มาคุยทางธรรมเพราะต่อเนื่องมาจากคุยเรื่องวัดวาอารามแห่งหนึ่งที่สอนเรื่องการปฏิบัติ ผู้เขียนบอกน้องว่า เมื่อก่อนผู้เขียนรู้สึกทุกข์ ทุกข์ที่รู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไมชีวิตคนมีเท่านี้เอง เกิดมาเรียนทำงานสุดท้ายก็ตาย เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ เกิดใหม่ชาติหน้าถ้าได้เกิดเป็นคนอีกก็ต้องมานั่งดีใจเสียใจอีกไม่รู้จักจบจักสิ้น ผู้เขียนเลยหาทางพ้นทุกข์ ก็มาเจอแนวทางของหลวงพ่อปราโมทย์ ในขณะที่น้องของผู้เขียนบอกผู้เขียนว่า เมื่อก่อนก็คิดเหมือนกันว่าเกิดมาทำไม แต่คิดไปคิดมาก็ไม่ได้คำตอบ ถึงแม้เราจะเบื่อโลกแค่ไหนเราก็ยังต้องทำงานหาเงิน แล้วถึงเวลามันก็ตายไป ชาติหน้าจะเกิดเป็นอะไรก็ช่างมันก็ทำหน้าที่ไปตามสภาพของมัน

ผู้เขียนคิดว่า ผู้คนส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นแบบน้องของผู้เขียนนี่แหละ แต่บอกตามตรงว่าเมื่อก่อนผู้เขียนก็คิดอย่างน้องนี่แหละ แต่มันก็ยังทุกข์อยู่ รู้สึกว่ามันไม่ใช่นะ มันต้องไม่ใช่แบบนี้แน่ๆ จำได้ว่าตอนนั้นความคิดนึงที่ออกมาจากสมองคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ความคิดตอนนั้นเกิดขึ้นมาว่า มีอยู่คนเดียวที่พ้นทุกข์พ้นร้อนไปแล้วคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วท่านก็ไม่ได้พ้นทุกข์คนเดียว ท่านวางหลักคำสอนเอาไว้ และคำสอนเหล่านั้นจะต้องทำให้พ้นทุกข์ได้แน่ๆ

ก็เอาเป็นว่าผู้เขียนขอยอมเป็นคนแปลกแยกก็แล้วกัน ถ้าความแปลกแยกนั้นมันเป็นทางสายตรงสายเดียวที่จะมุ่งสู่นิพพาน

สาธุ สาธุ สาธุ

4 June, 2009 at 8:57 pm | Posted in Dhamma | Leave a comment

วันนี้เป็นวันที่ผู้เขียนหลุดจากสภาวะหนึ่ง ผู้เขียนไม่ขอนิยามแต่สิ่งที่เข้าใจคือ “สภาวะที่เป็นกลาง” ที่หลวงพ่อเคยบอกบรรดาญาติโยมเวลาที่ไปถามคำถามกับหลวงพ่อ

สองสามวันก่อนผู้เขียนเห็นจิตที่มันทุกข์ แต่เห็นอย่างเป็นกลางคือเมื่อทุกข์มาก็มองทุกข์อยู่ห่างๆ แต่ทำไมผู้เขียนก็ยังรู้สึกไม่โล่ง ทั้งๆที่ก็เป็นกลางกับความทุกข์

พอเย็นวันนี้ผู้เขียนเห็นว่าความทุกข์มันหายไป ผู้เขียนก็รู้ว่าความทุกข์มันหาย ใจของผู้เขียนแค่ดูว่าความสุขมันผุดขึ้นมาเท่านั้น และตอนนั้นเอง ความสุขที่ไม่ใช่ความสุขธรรมดามันก็เกิดขึ้น มันเป็นความโล่งสบาย

หลังจากนั้น ผู้เขียนจึงกลับมาพิจารณาว่า ทำไมเมื่อรู้ว่าทุกข์มา มองทุกข์อย่างเป็นผู้ดูแล้วทำไมมันแปลกๆ ที่ไหนได้ ก็เวลาที่ความสุขมา ผู้เขียนไม่ได้มองอย่างเป็นกลาง แต่ถลำไปในความสุข พอถลำไปในความสุข ความรู้สึกไม่โล่งจึงเกิดขึ้น

น่าแปลกใจนัก ที่การคลุกอยู่กับความสุขทำไมมันจึงไม่เป็นสุขเท่ากับการแค่มองดูความสุข….สาธุ _/|\_

Next Page »

Blog at WordPress.com. | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.