สุขกับธรรม


สติในฝัน(เพิ่มเติมต่อเนื่อง…)
23 January, 2010, 6:34 pm
Filed under: Dhamma

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่(ยัง)มีผู้อ่านและคำคอมเม้นท์เล็กๆน้อยๆ ^-^

สืบเนื่องจากว่ามีผู้อ่านได้มาอ่านบล็อกของผู้เขียนในหัวข้อเรื่อง “สติในฝัน” ที่ได้ลงไว้คราวก่อนและเกิดความสงสัยอันเนื่องมาจากความบกพร่องเรื่องการอธิบายของผู้เขียนเอง วันนี้จึงได้โอกาสอธิบายเพิ่มเติมต่อ เชิญอ่านกันได้ตามอัธยาศัย….

ผู้เขียนบกพร่องในส่วนของการอธิบายเรื่องความจริงกับความฝันว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไรตามที่คุณ yutth สงสัยจริงๆ เลยนั่งนึกย้อนไปอีกทีเพราะจากวันนั้นมาวันนี้ก็ผ่านไป 3 เดือนแล้ว ก็นึกได้ว่า
ตอนนั้นที่ผู้เขียนอธิบายไปว่า หลังจากที่รู้แล้วว่าเราฝันไปแน่ๆแต่ก็ได้แต่มีสติรู้สึกตัวเพราะทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้นั้น ผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่า ผู้เขียนไม่ได้นึกเลยตัวเองมีร่างกายอยู่ จะว่าลืมก็ไม่ใช่ คือไม่ใช่อาการที่เค้าว่าผีอำคือจะขยับตัวก็ขยับไม่ได้ ไม่ใช่อย่างนั้น มันเหมือนกับว่า นอกเหนือจากจิต(หรือความรู้สึกที่ว่านั้น)ก็ไม่มีอย่างอื่นอีกแล้ว ผู้เขียนจึงบอกเพียงว่า ได้แต่รู้สึกว่าตอนนี้ฝันไปแค่นั้นเองและไม่รู้จะทำอะไรเพราะตอนนั้นความคิดที่ว่าฉันยังมีร่างกายอยู่นั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย (ผู้เขียนพิมพ์ไปก็ออกจะงงๆเล็กน้อย แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ^_^!)

และหลังจากนั้นที่ว่าสียงอะไรต่างๆค่อยๆจางหายไปและเสียงจากเครื่องฟังเพลงก็ชัดขึ้นนั้น ร่างกายมันก็รู้สึกขึ้นมาเอง ไม่เหมือนคนที่พยายามขยับตัวด้วยความทรมานเพราะผีอำ คล้ายกับว่าจิตมันไปเที่ยวไหนต่อไหนของมันไม่รู้และไม่สนใจด้วยว่าแกต้องอยู่กับไอ้ตัวที่ยังนอนอยู่นี่นะ แล้วพอมันอยากจะมามันก็มาของมันเอง(แต่ก็ไม่เชิงมาของมันเองนะ คงจะมาเพราะหูกระทบเสียง แล้วเกิดเป็นความจำได้หมายรู้ขึ้นมา ตัวตนเลยเกิด จึงรู้สึกตัวขึ้นมา อย่างนั้นหรือเปล่า ^_^)

ก็หวังว่าผู้อ่านคงคลายความสงสัยขึ้นมาบ้างกับความฝันเล็กๆน้อยๆของผู้เขียน ขอบคุณอีกครั้งต่อการอ่านหรือตามอ่านซึ่งไม่ค่อยจะได้เขียนบ่อยๆ ส่วนใหญ่ก็ภาวนาไปตามเรื่องตามราว ชีวิตก็ปกติดี อยู่แบบธรรมดาไม่มีอะไรน่าสนใจ ^_^



สติในฝัน
26 October, 2009, 10:20 am
Filed under: Dhamma

เคยรู้สึกมั้ยเวลาที่เราหลับแล้วฝัน ตอนฝันไม่รู้ว่าฝัน แต่พอรู้ว่าฝัน ความฝันนั้นก็ยังไม่หาย แต่เหตุการณ์ในฝันนั้นมันจะค่อยๆจางไปๆจนหายไป เหลือแต่ความทรงจำ ความทรงจำนั้นก็เป็นแค่ความทรงจำสั้นๆ พอตื่นแบบจริงๆกลับจำอะไรไม่ได้เลย

ผู้เขียนมีอะไรจะเล่าให้อ่านกันเล่นๆ เมื่อคืนผู้เขียนฝัน แต่เป็นการฝันว่ากำลังทำสมาธิ จำไม่ได้ว่านั่งหรือนอนทำ แต่ความรู้สึกตอนนั้นคือกำลังทำสมาธิอยู่ พอทำไปได้ซักพักความรู้สึกมันค่อยๆลึกลง ลึกลงไปเรื่อยๆจนรวมกันเป็นก้อนน่าจะเท่าลูกแก้วที่เด็กๆชอบเล่นกัน ช่วงแป๊บเดียวมันกลับกลายเป็นเหมือนผู้เขียนหลุดไปอีกที่หนึ่งทันที บรรยายไม่ถูกแต่เร็วมากเหมือนแค่กระพริบตาเท่านั้น ที่ๆหลุดไปผู้เขียนก็ไม่ได้ดูตัวเองอีกว่าตัวเองอยู่ในสภาพไหนและอยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าในหูได้ยินเสียงสวดมนต์ แต่ไม่ใช่ภาษาบาลีเหมือนที่เราเคยได้ยินพระสวดตามวัด เสียงสวดมนต์ที่ว่าเหมือนภาษาขอม จะว่าใช่ภาษาขอมหรือเปล่าผู้เขียนก็ไม่รู้เพราะไม่เคยฟังบทสวดภาษาขอมแต่เอาเป็นว่าไม่ใช่ภาษาที่พระสวดก็แล้วกัน และในขณะที่ได้ยินเสียงสวดมนต์อยู่นั้น ผู้เขียนรู้สึกว่าได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดเป็นภาษาไทยนี่แหละ เสียงทุ้มๆ จำประโยคแต่ละประโยคไม่ได้ แต่ภาพรวมใจความที่เขาพูดคือ เขากำลังสอนให้ทำกสิณ สอนผู้เขียนว่าวิธีทำกสิณให้ทำยังไง แต่เขาไม่ได้มาจับร่างกายของผู้เขียน ซึ่งในขณะที่เขาพูด และมีเสียงสวดภาษาขอมนั้นก็มีอีกคนหนึ่งแต่คนนี้ผู้เขียนน่าจะเห็นเขาเพราะเขามาจับตัวผู้เขียน เป็นผู้หญิง ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนเขาเป็นแม่ชีนะผู้เขียนก็ไม่แน่ใจ เขามาจับผู้เขียนให้ทำท่าเวลาทำกสิณให้ถูกวิธี

แต่จุดหักเหมันอยู่ตรงนี้ ตรงที่ว่าผู้เขียนเริ่มรู้สึกตัวเองขึ้นมาจริงๆว่ากำลังฝัน รู้สึกได้อย่างไร โดยปกติผู้เขียนจะเปิดเสียงเทศน์ของหลวงพ่อปราโมทย์คลอไว้จนหลับไปเป็นประจำ เมื่อวานก็เช่นกัน เปิดไว้จนหลับ หลวงพ่อก็เทศน์ไปเรื่อย ด้วยความที่ผู้เขียนหลับจึงไม่ได้ยินเสียงเทศน์ แต่พอหูเริ่มได้ยินเสียงใครสักคนแว่วเข้ามา แถมยังไม่พอ จังหวะที่ท่านเทศน์เหมือนรู้ว่าผู้เขียนกำลังฝันเรื่องอะไรยังไงยังงั้น ท่านเทศน์เนื้อความว่า “ให้มีสติรู้กายรู้ใจไว้ อย่าไปอยากทำโน่นทำนี่ หลวงพ่อทำมานานไม่เห็นมันจะพ้นทุกข์” นั่นแหละ จำได้ทันทีว่าหลวงพ่อมาโปรดเราซะแล้ว ^_^

ช่วงจังหวะนั้นเอง ผู้เขียนขอใช้คำว่า “ภพมันซ้อนกัน” หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า ตอนที่ผู้เขียนรู้สึกตัวจากการที่ได้ยินเสียงหลวงพ่อเทศน์ที่มาจากการเปิดเสียงเทศน์ทิ้งไว้ก่อนจะหลับมันมารวมกับตอนที่บอกว่ามีเสียงคนสอนทำกสิณ ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะรู้แล้วว่านี่เราต้องฝันแน่ๆ เพราะเราได้ยินเสียงหลวงพ่อเข้ามาในหูแล้วล่ะแล้วเสียงหลวงพ่อก็ไม่ได้มาจากไหน เราเปิดทิ้งไว้เอง แต่เสียงบทสวด เสียงคนสอนทำกสิณ หรือแม่ชีที่มาจับตัวก็ยังอยู่ จังหวะนั้นผู้เขียนไม่รู้จะทำอะไรจริงๆ เพราะทำอะไรไม่ได้ แต่รู้ว่าไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ทำไมจึงไม่กลัว บอกได้เลยว่ามาจากการเจริญสติเป็นประจำ หลวงพ่อสอนว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตามให้รู้มันลูกเดียว มันจะตายไปก็ปล่อยไปเลย เพราะร่างกายจิตใจมันเป็นตัวทุกข์แล้วจะไปใยดีมันทำไม ผู้เขียนก็ทำจิตให้รู้สึกไปเรื่อยๆ แล้วไม่นาน เสียงหลวงพ่อก็ชัดขึ้นมาพร้อมๆกับเสียงบทสวด เสียงคนสอนกสิณและแม่ชีก็หายไป

น่าเสียดายเหมือนกันที่ผู้เขียนนำมาเล่าได้เท่านี้ ซึ่งเป็นเพียงภาพใหญ่ๆ แต่ที่ผู้เขียนจำไม่ได้เลย นึกยังไงก็ไม่ออกก็คือเนื้อหาใจความที่เขาสอนทำกสิณ จำไม่ได้จริงๆ ในใจลึกๆก็เสียดายนะ อุตส่าห์มีใครก็ไม่รู้มาสอนถึงที่ แต่คิดอีกที สงสัยหลวงพ่อจะกลัวว่าเราเนิ่นช้าเลยดึงสติไว้ให้ ^_^

ก็มาเล่าให้อ่านกันเล่นๆคลายเครียดกันสำหรับนักปฏิบัติทั้งหลาย ขอให้เจริญในการปฏบัติยิ่งๆขึ้นไปทุกท่านทุกคน _/|\_

เพิ่มเติมเมื่อ 10:56
ได้ธรรมมะอีกข้อคือ ภพนี้(หรือภพไหนๆ)ไม่มีอะไรที่ผ่านมาแล้วไม่ผ่านไป เกิดขึ้นแล้วไม่ดับไป จากการรู้สึกตัวไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดมาให้เราเห็น มันก็ดับลงไปต่อหน้าต่อตาจริงๆ



ชีวิตที่ไม่เที่ยงกับความน่าประหลาดใจ
2 September, 2009, 8:17 am
Filed under: Dhamma

เมื่อวานนี้ผู้เขียนตื่นขึ้นมาแต่งตัวไปทำงานตามปกติ ในขณะที่นั่งอยู่ในรถตู้เพื่อเดินทางมาที่ทำงานผู้เขียนก็ฟังเสียงเทศน์ของหลวงพ่ออยู่เป็นประจำ ดูเหมือนวันนี้จะไม่มีอะไรพิเศษ แต่เมื่อถึงที่ทำงานลงจากรถตู้ ผู้เขียนจะต้องเดินต่อไปเพื่อไปยังที่ทำงาน ระยะทางประมาณ800เมตร ก็ไม่ได้รู้สึกว่าไกลเพราะเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆตามตึก ประกอบกับเช้าๆอากาศไม่ร้อน มีช่วงหนึ่งที่จะต้องเดินผ่านดงต้นก้ามปู หรือเรียกกันอีกชื่อว่าจามจุรี ช่วงนี้ฝนตกบ่อยจึงทำให้กิ่งก้ามปูเปราะ ในขณะที่ผู้เขียนเดินอย่างมีสติอยู่นั้น พลันกิ่งก้ามปูกิ่งเล็กๆก็ตกลงมาข้างหน้าของผู้เขียน ณ ขณะนั้นผู้เขียนตกใจและหลังจากนั้นก็รู้ว่าตกใจ แล้วก็เดินต่อไปเรื่อยๆเพื่อขึ้นตึก

ในขณะที่เดินต่อไปเพื่อขึ้นตึก จิตมันก็คิดไปว่า ถ้าหากผู้เขียนเดินเร็วกกว่านี้และกิ่งไม้ไม่ได้เป็นกิ่งเล็กๆแต่เป็นกิ่งใหญ่ล่ะ คงจะโดนผู้เขียนจังๆไม่ถึงตายก็บาดเจ็บแน่นอน

เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้เขียนคิดได้ว่า ความตายจริงๆแล้วมันอยู่ใกล้เรามาก และเราก็ไม่มีทางรู้เลยว่ามันจะมาเมื่อไหร่และมาในรูปแบบใด ช่วงชีวิตที่ผ่านมาทำให้ผู้เขียนภูมิใจที่เราได้เห็นพระธรรมและยิ่งไปกว่านั้นได้เดินทางธรรมตั้งแต่อายุไม่มาก เป็นผู้ประมาทน้อย การเริ่มสะสมการเจริญสติใน เวลา 1 ปีที่ผ่านมาและจะทำต่อไปเรื่อยๆจนกว่ามัจจุราชตัวจริงจะถามหานั้น เมื่อถึงคราวตายไม่ว่าเร็วๆนี้หรืออนาคตข้างหน้าสิ่งที่สะสมไว้คงจะไม่สูญหายอย่างแน่นอน

มาวันนี้ผู้เขียนก็เดินอย่างมีสติมาตามทางเดินเหมือนเมื่อวาน
พอมาถึงดงต้นก้ามปูที่ผู้เขียนบอกว่าเมื่อวานกิ่งก้ามปูตกลงมาตรงหน้านั้น วันนี้มันเกิดความสงสัยขึ้นมาว่ากิ่งก้ามปูต้นไหนที่ตกใส่เพื่อเราจะได้เดินระวังขึ้น….ปรากฏว่าน่าประหลาดใจที่เมื่อผู้เขียนแหงนหน้าขึ้นไป กลับไม่พบกิ่งไม้กิ่งใดที่ยื่นออกมาถึงบริเวณที่ผู้เขียนเดินอยู่เลย เอ? หรือนี่จะเป็นอะไรบางอย่างที่จงใจปรากฏให้เห็นเพราะรู้ว่าผู้เขียนคงจะน้อมนำมาระลึกถึงความตายเพื่อความเพียรในการเจริญสติ



จิตที่เพิ่งเห็น
20 August, 2009, 7:46 pm
Filed under: Dhamma

หลังจากภาวนามาได้ร่วม 1 ปีตามแนวของหลวงพ่อปราโมทย์ สภาวะจิตที่ผู้เขียนเห็นก่อนที่จะตัดสินใจมาเขียนบรรยายในครั้งนี้คือ สภาวะที่เห็นความคิด สภาวะจิตที่เห็นความคิดมันเกิดขึ้นอยู่เสมอเท่าที่จิตจะสามารถรู้ได้ ผู้เขียนรู้สึกว่าไม่น่าสนใจพอที่จะนำมาเล่าจึงไม่ได้นำมาบรรยายให้อ่าน มันไม่น่าสนใจจริงๆเพราะความคิดมันผ่านมาอยู่เรื่อยๆ เดี๋ยวคิดๆ เมื่อก่อนก็คงคิดแต่ไม่เคยรู้ว่าคิด จนบางครั้งก็แอบรู้สึกท้อใจปนสงสัยว่า เห็นแต่ความคิดไปแบบนี้แล้วมันจะมีอะไรขึ้นมาเพราะปัญญาไม่เกิด…แต่ก็เอาล่ะ ไหนๆก็ไหนๆมาถึงนี่แล้วก็ดูมันต่อไป

เมื่อไม่กี่วันมานี้ผู้เขียนเห็นว่าไม่ว่าจะคิดดีหรือไม่ดีมันก็เป็นทุกข์ ความทุกข์เกิดขึ้นหลังจากความคิดซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเกิดมาจากจิตที่คิดแล้วไปรับอารมณ์ พอรับอารมณ์แล้วจึงทุกข์ แต่พอสติมันระลึกได้เองว่าทุกข์ ความทุกข์ก็หายไป เป็นแบบนี้ตลอด

จนมาวันนี้ ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าปัญญาเริ่มเกิดแล้วหรือไม่ แต่จิตที่พบคือ ต้นตอของความคิดนั้น มาจากความอยาก ของคนอื่นผู้เขียนไม่ทราบ เค้าอาจภาวนาเห็นอีกแบบแต่สำหรับผู้เขียนคือเห็นความอยากที่มันขึ้นมาเองก่อนความคิดจะเกิดขึ้น เมื่อก่อนจะเห็นสภาวะโลภ โกรธ หลง พอเห็นโลภ โกรธ หลง แล้วภาวนาต่อมาได้ซักพักจะเห็นความคิด คือเห็นว่าพอมีความคิดก็มีโลภ โกรธ หลง เฝ้าเพียรดูความคิดต่อไป สิ่งที่เห็นตอนนี้คือความอยาก อยากมี อยากไม่มี อยากเป็น อยากไม่เป็น อยากคิด อยากไม่คิด พออยากแล้วก็มีความคิด พอคิดแล้วก็โลภ โกรธ หลง เหมือนสายโซ่ต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกมาก แต่เคยฟังหลวงพ่อเทศน์ ท่านบอกเด็กที่มาฟังและถามคำถามกับหลวงพ่อ เด็กคนนั้นอายุ 10 ขวบ หลวงพ่อบอกว่า ทีหลังให้ดูความอยากก่อนนะ พอเห็นความอยากแล้วค่อยทำ เช่น อยากดูการ์ตูน พอรู้ว่าอยากแล้วค่อยดู อยากกินขนม พอรู้ว่าอยากแล้วค่อยกินนะ ผู้เขียนจะน้อมนำคำสอนข้อนี้ของหลวงพ่อมาปฏิบัติต่อไป การปฏิบัติที่ผ่านมาก็การัณตีได้แล้วว่าส่งผลให้ชีวิตเปลี่ยนไป

จะขอค่อยๆเดินไปแบบเงียบๆ ไม่มีใครเห็นแต่เราเห็นตัวเราเอง



ธรรมมะจากการท่องเที่ยว
12 July, 2009, 2:56 pm
Filed under: Dhamma

วันที่ 3-8กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ประเทศอียิปต์ ตอนแรกที่คิดจะไปก็มีอย่างเดียวคือเห็นในรูปแล้วงดงามมาก จึงอยากไปดูบ้านเมืองจริงๆ บ้านเมืองที่เห็นในรูปจะดูเก่าๆโบราณๆ เสื้อผ้าคนอียิปต์ก็ดูไม่ค่อยสะอาด ดูๆไปก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง พอได้ไปจริงๆก็รู้สึกกระตือรือร้นมากที่จะใช้สายตามองทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นจนอยากจะมีตามากกว่า 2 ตา เพื่อจะได้เก็บภาพทุกภาพให้ได้มากที่สุด
สิ่งที่ผู้เขียนได้มาทั้งจากที่ไก๊ท์บอกและเห็นเองมีหลายอย่าง จะกล่าวกันเป็นเรื่องๆก็แล้วกัน

เรื่องแรกคือบ้าน บ้านเมืองของเค้าจะดูเก่าๆ ไม่ทาสี และบ้านส่วนใหญ่ดูเหมือนสร้างไม่เสร็จเพราะไม่มีหลังคาบ้าน ไม่ฉาบปูน แค่เอาอิฐมาเรียงต่อๆกันแล้วเอาปูนยึดไว้เท่านั้น สาเหตุที่คนอียิปต์ต้องทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะเค้าไม่มีเงินสร้างบ้าน ถ้าสังเกตุภายในบ้านจะหรูหรามาก ตกแต่งด้วยของสวยๆงามๆ ที่เค้าไม่ทำบ้านให้เรียบร้อยเพราะกฏหมายของอียิปต์มีว่า ถ้าสร้างบ้านเสร็จจะต้องจ่ายภาษีแพงมากคือ 600% ของราคาบ้าน เพราะฉะนั้นบ้านแทบทุกหลังจึงดูเหมือนสร้างไม่เสร็จ ประกอบกับสภาพภูมิอากาศของประเทศเค้าคือ ใน 1 ปีจะมีพายุทะเลทราย 3 ครั้ง เมื่อพายุมาจะพัดเอาทรายมาด้วย แล้วทรายก็จะมาเกาะตามผนังบ้านจนทำให้สีของบ้านกลายเป็นสีเหมือนทราย จึงไม่มีความจำเป็นที่เค้าจะต้องเอาสีทาบ้านมาทาให้สวยงาม

เรื่องที่สองคือรถ วัฒนธรรมที่นี่จะไม่สนใจเรื่องยี่ห้อ ราคารถ สภาพรถ แค่มีรถเป็นพาหนะเท่านั้น ถ้ามีเหตุการณ์รถเฉี่ยวชน เจ้าของรถก็จะออกมาดูว่าเป็นอะไรมากมั้ย ถ้าไม่เป็นไรก็ต่างคนต่างกลับไปเข้ารถตัวเองแล้วขับต่อ ไม่มีการเรียกประกันอะไรทั้งสิ้น

เรื่องที่สามคือการปรับตัวกับสภาพอากาศ เนื่องจากที่อียิปต์กลางวันจะนานมาก กว่าพระอาทิตย์จะตกก็ราวๆ 2 ทุ่ม เพราะฉะนั้น แสงแดดจึงไม่ใช่อุปสรรคของชีวิตเค้าเลย เค้าสามารถนั่งกลางแดดได้โดยไม่รู้สึกร้อน บางทีผู้เขียนมองดูยังรู้สึกว่าเค้านั่งไปได้ยังไงไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ นั่นก็เป็นเพราะแสงแดดไม่ได้เป็นตัวปิดกั้นชีวิตของเค้า ในขณะที่บ้านเรา พอร้อนก็อยากอยู่ในห้องแอร์บ้าง ไม่อยากไปไหนบ้าง

เรื่องที่สี่คือการแต่งกาย คนที่นั่นไม่สนใจเรื่องการแต่งกาย ไม่มองว่าแต่งกายสกปรกจะไม่น่าคบ เพราะอย่างที่บอกไปตอนแรกว่า คนที่เสื้อผ้าสกปรก บ้านช่องภายนอกเหมือนสร้างไม่เสร็จแต่ข้างในหรูหรามากก็มี

เรื่องที่ห้าคืออาหาร วัฒนธรรมในเรื่องรสชาติอาหารต่างกันอย่างเห็นได้ชัด บ้านเค้าจะกินขนมปังหรืออะไรที่ทำจากแป้งเยอะ และในอาหารจะมีเครื่องเทศผสมอยู่ เขาว่าอย่างนั้นอร่อย แต่บ้านเราบอกว่ากินข้าวอร่อยกว่า

พอมาดูวัฒนธรรมของเราก็คงจะเป็นตรงกันข้ามกับวัฒนธรรมของเค้า ผู้เขียนไม่ได้เปรียบเทียบว่าของใครดีกว่าของใคร แต่สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบธรรมมะจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกันนี้ก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างคือสิ่งสมมติทั้งสิ้น สิ่งสมมติมาจากการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสภาพสังคม อย่างถ้าเราแต่งตัวดีๆ มีรถหรูๆไปอยู่บ้านเค้าเค้าก็ไม่ได้มาสนใจเราหรอก เราก็เหมือนคนทั่วๆไปคนหนึ่ง หรือถ้าบ้านเค้ามาอยู่บ้านเราเราก็จะบอกว่าทำไมสกปรกอย่างนี้ทั้งๆที่เค้าอยู่บ้านเค้าก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ก็เพราะมันไม่ใช่ของแท้ มันเป็นของสมมติเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจว่าอะไรๆก็เป็นเรื่องสมมติ เราจะอยู่บนโลกอย่างมีความสุข โลกใบนี้จะกว้างมากจนไร้ขอบไร้เขต เราจะไม่ไหวเอนไปตามสิ่งโน้นสิ่งนี้ว่า ถ้าไม่ทำตามก็เกิดความทุกข์ ถ้าทำตามก็มีความพึงพอใจ รู้สึกว่าตัวเองได้รับการยอมรับจากสังคม ซึ่งจริงๆแล้ว ชีวิตอยู่ไปกับความไหวเอนที่เป็นสิ่งสมมติทั้งสิ้น สิ่งนี้เองคือธรรมมะที่เป็นประโยชน์ให้กับชีวิตนอกจากการได้ไปเที่ยว



ยอมแปลกแยก
22 June, 2009, 8:56 pm
Filed under: Dhamma

วันนี้มีโอกาสคุยกับน้องเรื่องธรรมเล็กน้อย จากการคุยกับน้องแล้วผู้เขียนมีความรู้สึกอยู่สองอย่างคือ ไม่น้องของผู้เขียนเป็นคนไม่คิดมากก็ผู้เขียนนี่แหละเป็นคนคิดมาก พอดีมันมีเรื่องให้มาคุยทางธรรมเพราะต่อเนื่องมาจากคุยเรื่องวัดวาอารามแห่งหนึ่งที่สอนเรื่องการปฏิบัติ ผู้เขียนบอกน้องว่า เมื่อก่อนผู้เขียนรู้สึกทุกข์ ทุกข์ที่รู้สึกไม่เข้าใจว่าทำไมชีวิตคนมีเท่านี้เอง เกิดมาเรียนทำงานสุดท้ายก็ตาย เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ เกิดใหม่ชาติหน้าถ้าได้เกิดเป็นคนอีกก็ต้องมานั่งดีใจเสียใจอีกไม่รู้จักจบจักสิ้น ผู้เขียนเลยหาทางพ้นทุกข์ ก็มาเจอแนวทางของหลวงพ่อปราโมทย์ ในขณะที่น้องของผู้เขียนบอกผู้เขียนว่า เมื่อก่อนก็คิดเหมือนกันว่าเกิดมาทำไม แต่คิดไปคิดมาก็ไม่ได้คำตอบ ถึงแม้เราจะเบื่อโลกแค่ไหนเราก็ยังต้องทำงานหาเงิน แล้วถึงเวลามันก็ตายไป ชาติหน้าจะเกิดเป็นอะไรก็ช่างมันก็ทำหน้าที่ไปตามสภาพของมัน

ผู้เขียนคิดว่า ผู้คนส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นแบบน้องของผู้เขียนนี่แหละ แต่บอกตามตรงว่าเมื่อก่อนผู้เขียนก็คิดอย่างน้องนี่แหละ แต่มันก็ยังทุกข์อยู่ รู้สึกว่ามันไม่ใช่นะ มันต้องไม่ใช่แบบนี้แน่ๆ จำได้ว่าตอนนั้นความคิดนึงที่ออกมาจากสมองคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ความคิดตอนนั้นเกิดขึ้นมาว่า มีอยู่คนเดียวที่พ้นทุกข์พ้นร้อนไปแล้วคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วท่านก็ไม่ได้พ้นทุกข์คนเดียว ท่านวางหลักคำสอนเอาไว้ และคำสอนเหล่านั้นจะต้องทำให้พ้นทุกข์ได้แน่ๆ

ก็เอาเป็นว่าผู้เขียนขอยอมเป็นคนแปลกแยกก็แล้วกัน ถ้าความแปลกแยกนั้นมันเป็นทางสายตรงสายเดียวที่จะมุ่งสู่นิพพาน



สาธุ สาธุ สาธุ
4 June, 2009, 8:57 pm
Filed under: Dhamma

วันนี้เป็นวันที่ผู้เขียนหลุดจากสภาวะหนึ่ง ผู้เขียนไม่ขอนิยามแต่สิ่งที่เข้าใจคือ “สภาวะที่เป็นกลาง” ที่หลวงพ่อเคยบอกบรรดาญาติโยมเวลาที่ไปถามคำถามกับหลวงพ่อ

สองสามวันก่อนผู้เขียนเห็นจิตที่มันทุกข์ แต่เห็นอย่างเป็นกลางคือเมื่อทุกข์มาก็มองทุกข์อยู่ห่างๆ แต่ทำไมผู้เขียนก็ยังรู้สึกไม่โล่ง ทั้งๆที่ก็เป็นกลางกับความทุกข์

พอเย็นวันนี้ผู้เขียนเห็นว่าความทุกข์มันหายไป ผู้เขียนก็รู้ว่าความทุกข์มันหาย ใจของผู้เขียนแค่ดูว่าความสุขมันผุดขึ้นมาเท่านั้น และตอนนั้นเอง ความสุขที่ไม่ใช่ความสุขธรรมดามันก็เกิดขึ้น มันเป็นความโล่งสบาย

หลังจากนั้น ผู้เขียนจึงกลับมาพิจารณาว่า ทำไมเมื่อรู้ว่าทุกข์มา มองทุกข์อย่างเป็นผู้ดูแล้วทำไมมันแปลกๆ ที่ไหนได้ ก็เวลาที่ความสุขมา ผู้เขียนไม่ได้มองอย่างเป็นกลาง แต่ถลำไปในความสุข พอถลำไปในความสุข ความรู้สึกไม่โล่งจึงเกิดขึ้น

น่าแปลกใจนัก ที่การคลุกอยู่กับความสุขทำไมมันจึงไม่เป็นสุขเท่ากับการแค่มองดูความสุข….สาธุ _/|\_



สะดุดใจ
2 June, 2009, 9:55 pm
Filed under: Dhamma

วันนี้ก็เป็นเหมือนทุกๆวัน ใช้ชีวิตไปอย่างมีสติรู้สึกตัว นั่งฟังเอ็มพีสามเสียงหลวงพ่อเทศน์ยามว่าง ฟังเหมือนๆกันทุกวัน แต่วันนี้ได้ยินคำพูดนึง หลวงพ่อบอกว่า บางคนบอกว่าดูกายดูจิตไปจนเบื่อหน่าย ตายไปจะได้หลุดพ้นและไปนิพพาน จริงๆแล้วมันไม่มีทางหลุดพ้นได้ เพราะนั่นมาจากความรักจิตตัวเอง ไม่อยากให้ตัวเองเป็นทุกข์ก็เลยเกิดความไม่กลัวตาย ไม่ใช่เพราะว่าปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างอย่างแท้จริง เพราะจริงๆแล้วถ้าเราเจริญสติปัฏฐานสี่อย่างถูกวิธีจะพบได้ด้วยตัวเองว่า นิพพานไม่ใช่ว่าต้องตายจึงจะพบกับนิพพาน ไม่ตายก็พบนิพพานได้

และจากการที่ผู้เขียนดูกายดูจิตมา ผู้เขียนเห็นตัวความคิดมันวิ่งๆๆไปเรื่อยๆไม่หยุดไม่หย่อน คิดเรื่องนึงจบไปคิดเรื่องอื่นต่อ ขนาดรู้ว่าคิดมันยังไม่หยุดเลย ทำให้ผู้เขียนพบกับคำว่า “มนุษย์” อย่างแท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างทำเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองทั้งสิ้น มีความทุกข์ใจกับการห่วง มีความอาลัย ความผูกพัน ยุ่งเหยิงไปหมด ชีวิตมนุษย์ที่ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้เลยว่าความสุขความทุกข์มันมาจากไหน เข้าใจผิดมาตลอดว่าความสุขคือการได้รับการตอบสนอง ความทุกข์คือการไม่ได้รับการตอบสนองทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ตอนนี้ผู้เขียนรู้แล้วว่า ต้นตอแล้วมาจากความหลง (โมหะ) หลงไปคิด คิดในแง่ตัวเองได้เปรียบก็ว่าสุขว่าดี คิดในแง่ตัวเองเสียเปรียบก็ว่าทุกข์ว่าไม่ดี อย่างเช่นง่ายๆ เวลาเรากินก๋วยเตี๋ยว เราบอกว่าอร่อย แต่อร่อยของเราคนอื่นก็อาจจะไม่ได้อร่อยด้วย ผู้หญิงสวยสำหรับคนนึง แต่อีกคนอาจบอกว่าไม่สวย ให้หมาให้แมวมองมันยิ่งคิดไปใหญ่ว่านี่ตัวอะไรทำไมไม่เหมือนมัน นั่นคือความคิดทั้งนั้น รับรู้จากระบบรับสัมผัสที่แต่ละคนก็มีไม่เหมือนกันแล้วก็แปลความไปตามใจตัวเอง ดูสิ เอาเข้าจริงก็ยังไม่รู้เลยว่าไอ้ตัวเองเนี่ยมันอยู่ตรงไหน เพราะมันมีแต่ความคิดทั้งนั้น สุดท้ายเข้าข่ายหลวงพ่อว่า “วิปลาส” ก็เท่านั้นเอง

สุดท้ายก็เห็นว่ามีทางนี้ทางเดียวแหละที่จะนิพพานได้โดยไม่จำเป็นว่าร่างกายต้องตาย ก็จะพากเพียรต่อไป และเมื่อมันถึงเวลาตาย จะได้ภูมิใจว่า เราใช้ประโยชน์จากการเกิดเป็นมนุษย์ในชาตินี้ได้อย่างแท้จริง



การฝึกเจริญสติปัฏฐานสี่สำหรับผู้เริ่มต้น
24 May, 2009, 10:00 am
Filed under: Dhamma

ผู้อ่านท่านใดเริ่มสนใจการเจริญสติปัฏฐานสี่แต่ไม่รู้วิธี การปฏิบัติ ผู้เขียนแนะนำให้ลองเข้าเว็บไซต์ที่มีกัลยานมิตรทางธรรมทำเว็บไซต์วิมุตติไว้ให้ ผู้อ่านสามารถดาวน์โหลดเสียงเทศน์ของหลวงพ่อไปฟังได้เลย ฟังไฟล์ไหนก็ได้

วันนี้ผู้เขียนได้ลองเอาเสียงเทศน์ของหลวงพ่อมาลงให้ฟังกันเล่นๆ ไม่ยาวมาก ประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง ที่เลือกไฟล์นี้มาให้ฟังเพราะเนื้อหาไม่ยากเกินไปสำหรับผู้เริ่มปฏิบัติ เชิญคลิกฟังได้เลย



ดูมันคิด
17 April, 2009, 12:03 pm
Filed under: Dhamma

การห้ามความคิดนั้น ห้ามไม่ได้ ผู้เขียนจึงเห็นว่า หัวสมองนี้คิดตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คิดได้ต่อเนื่อง หรือคิดแบบไม่ต่อเนื่อง แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ เมื่อใดที่คิด เมื่อนั้นก็ทุกข์ ถึงจะคิดเรื่องที่มีความสุขก็ยังทุกข์ เพราะรู้ว่ามันเป็นแค่ความคิดไม่ใช่ความจริง ถึงมันจะเคยเป็นความจริง การที่เก็บมาคิดก็หมายความว่า เราได้คิดเรื่องที่มันผ่านไปแล้ว เรียกง่ายๆคือ ฟุ้งซ่าน

เมื่อผู้เขียนได้ปล่อยความคิด ผู้เขียนสังเกตุได้อย่างหนึ่งเกี่ยวกับตัวผู้เขียนเองว่า เจ้าตัวความคิด มันจะชอบคิดเรื่องที่เป็นกังวลเสียส่วนใหญ่ ที่เค้าเรียกกันว่าเป็นพวกโทสะชนิดหนึ่ง

ผู้เขียนสังเกตุตัวเองว่า ตัวความคิดจะหยุดแค่สัญญา หมายความว่า เมื่อเห็นรูป ได้ยินเสียง รับสัมผัส สมองแปลเป็นค่าได้ว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร แล้วมันอยู่แค่นี้มันก็ไปรับผัสสะอย่างอื่นต่อ เป็นอย่างนี้บ่อยมาก แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เกิด สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการได้ฝึกเจริญสติปัฏฐานสี่เนืองๆอยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งแตกต่างกับตอนเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้ปฏิบัติอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างว่า เมื่อก่อน พอผู้เขียนได้ยินเสียงเพลง จิตมันก็ดึงสัญญามาว่านี่คือเพลงอะไร ต่อมาก็ให้ค่าว่า เพลงเพราะ ต่อมาก็อินไปกับเพลง บางครั้งถึงขั้นอยากจะเป็นนักร้องร้องเพลงนี้บนเวทีเลยซะด้วยซ้ำ นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆน้อยๆที่ผู้เขียนยกมาเล่าถึงเมื่อสมัยที่ยังไม่รู้จักการเจริญวิปัสสนา ต่อเมื่อผู้เขียนเริ่มฝึกจนเห็นขันธ์แยกกันอยู่ ต้องขอบอกก่อนว่ามันเกิดขึ้นมาเองโดยไม่ได้คิด พอขันธ์แยกกันอยู่ ขันธ์นี้จึงหยุดอยู่ที่สัญญา

ผู้เขียนรู้ตัวเองว่าถึงแม้หยุดอยู่ที่สัญญา แต่ความทุกข์ใจก็ไม่หาย เพราะตัวกังวลกับความทุกข์ที่ถึงแม้จะรู้ว่าซักวันเราจะต้องพบเจอกับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือความตาย ผู้เขียนจะวางจิตวางใจเมื่อมันมาถึงได้หรือไม่ นี่คือความกังวลที่มันเกิดขึ้นต่อเนื่องมาจากเจ้าตัวความคิดที่ขยันคิดเสียจริงๆ

แต่กระนั้นผู้เขียนก็มีโอกาสได้ฟังเทศน์จากหลวงพ่อ และได้อ่านประวัติพระพุทธเจ้า ท่านยังกล่าวไว้เลยว่า ถึงแม้จะเป็นพระโสดาบันแล้วเมื่อประสบพบเจอกับสิ่งที่ทำให้ทุกข์ก็ยังจะเสียใจได้เหมือนกัน นี่พระโสดาบันยังเสียใจแล้วตัวเราซึ่งไม่มีใครมาทำนายจะไม่เสียใจได้อย่างไรกับทุกข์

การปฏิบัติของผู้เขียนเมื่อเห็นตัวคิดมันเริ่มไปคิดเรื่องความตาย ผู้เขียนจะใช้การเจริญมรณานุสติคือการนึกนึกความตายเป็นอารมณ์ แต่การนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ของผู้เขียนนั้น ไม่ใช่ว่าพอคิดจะฝึกก็ไปนั่งสมาธิกำหนดจิต การนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ของผู้เขียนที่ทำก็คือการใช้ชีวิตปกติ เพียงแต่ไม่ว่าจะมองเห็น ยืน เดิน นั่งนอน อ้าปาก หุบปาก ทำกิริยาอาการใดๆก็ตาม ผู้เขียนจะรู้สึกได้ถึงกระดูก เห็นได้เลยว่ากระดูกที่ทำกิริยา ไม่ใช่ผู้เขียนทำ อย่างตอนพิมพ์ข้อความเหล่านี้ผู้เขียนก็เห็นว่าตัวกระดูกมันกำลังนั่งอยู่ รู้สึกถึงกะโหลก หนังศรีษะมีเส้นผมขึ้น มือมันก็กดแป้นไปเรื่อยๆ นี่คือการเจริญมรณานุสติตามแบบของผู้เขียน

ผู้เขียนก็จะขอตั้งใจฝึกด้วยความมีอิทธิบาทสี่ต่อไปเพื่อซักวันจะล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร ขออนุโมทนาให้กับความตั้งใจของตัวเองและทุกสรรพสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนได้เดินมาทางสายนี้ด้วย