เกริ่นกันก่อน

บันทึกธรรมของผู้เขียนนี้ มาจากความรู้ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการปฏิบัติธรรมของผู้เขียน มีทั้งเกิดขึ้นมาเองและปฏิบัติตามแนวทางของพระอาจารย์แล้วได้ผลอย่างไรก็มาเล่าสู่ให้อ่านเล่น จึงไม่มีการส่งเสริม เชิดชูผลที่ได้จากการปฏิบัติของตนเองว่าดีหรือไม่ดี เพราะไม่มีการอ้างอิงอะไรเลย ในการเล่าให้อ่านนั้น จะบันทึกไปตามลำดับของเหตุการณ์ บางครั้งผู้อ่านอาจเห็นว่า เหตุการณ์ก่อนๆกับเหตุการณ์ที่เขียนครั้งหลังๆนั้นผลลัพธ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง อันเนื่องมาจากปัญญาที่ค่อยๆเกิดขึ้น ผู้เขียนจึงขอใช้คำว่า”พัฒนาการทางธรรมของตนเอง” จึงขอให้ผู้อ่าน อ่านด้วยใจที่เป็นกลาง อย่าได้นำไปเปรียบเทียบกับการปฏิบัติของตนว่าถูกหรือผิดเพราะทางนี้เป็นทางของผู้ไปคนเดียว แต่ขอให้ศรัทธาต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วผู้อ่านจะเห็นทางของตนเองได้

เหตุให้หันหาธรรม

ก่อนอื่นผู้เขียนต้องขอออกตัวก่อนว่า ไม่ใช่ผู้หยั่งรู้อะไรโด่งดังที่ไหน เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ เดินดิน กินข้าวแกงเหมือนกับพวกท่าน ไม่ได้มีชื่อเสียงในทางธรรมเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นบทความที่เขียนขึ้นมาจึงเป็นเพียงการแสดงประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง หลังจากได้หันหน้าเข้ามาสนใจธรรมมะตั้งแต่ประมาณปี 2550 จึงขอให้ท่านอ่านอย่างไม่มีอคติ อ่านเล่นๆ เวลาที่ไม่มีอะไรทำจริงๆ ผู้เขียนเคารพความคิดเห็นของทุกท่าน ธรรมมะทางของใครก็ของคนนั้น ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงนิพพานได้หมด เพียงแต่จะช้าเร็วต่างกันเท่านั้นเอง และไม่มีใครกำหนดได้

ก่อนหน้าที่ผู้เขียนจะหันหน้ามาสนใจธรรมมะนั้น ผู้เขียนกำลังอยู่ในวัยยี่สิบตอนปลายๆ ทำมาหากินเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคนทั่วไป ชีวิตคนปกติจะมีอะไรนอกจากเกิดมาก็ได้รับการสั่งสอนว่าต้องเรียนหนังสือ สอบเข้ามหาวิทยาลัย เรียนให้จบและหางานทำ และด้วยเหตุนี้เอง เมื่อผู้เขียนอายุประมาณ 25 ปี จึงเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ชีวิตคนเรามีแค่นี้เองหรือ ตื่นนอน ทำงาน กลับบ้าน นอน ตื่นนอน ทำงาน กลับบ้าน นอน มีแค่นี้เอง แค่นี้เองไปจนเกษียณ เกษียณอีกหน่อยก็ตายแล้ว ความสงสัยนี้ได้สะสมมาเรื่อยๆจนก่อให้เกิดความทุกข์ขึ้น หันหน้าไปปรึกษาเพื่อน เพื่อนบอกว่าอย่าไปคิดอะไร ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ นั่นก็ถือเป็นคำแนะนำที่ดี แต่ทำไปเพื่ออะไรกัน ทำไปเพื่อสุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี ผู้เขียนไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครที่พอจะหาคำตอบให้ได้จึงเริ่มนึกถึงสิ่งใกล้ตัวที่สุดคือ ศาสนาพุทธ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่มีความทุกข์อีกแล้ว ท่านปรินิพพาน คือตายโดยสมบูรณ์ แล้วท่านทำได้อย่างไร

จึงเป็นเหตุให้ผู้เขียนหันหน้าเข้าศึกษาธรรมมะ แต่ยังไม่เต็มตัวเนื่องจากยังมีภาระที่ต้องทำอยู่ในทางโลก การทำบันทึกของผู้เขียนนี้ เพียงอยากให้ทุกคนเข้าใจว่า ธรรมมะไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก ไม่ใช่ว่าคนที่จะเข้าใจได้ต้องเป็นผู้ถือศีลอย่างเคร่งครัดเท่านั้น คนธรรมดาอย่างผู้เขียนก็สามารถปฏิบัติได้อย่างง่ายดายไม่มีพิธีรีตรองอะไร สุดท้ายนี้ขอหยิบยืมคำของพระพุทธเจ้าที่ว่า ทางนี้เป็นทางของผู้ไปคนเดียว ดังนั้น หากผู้อ่านได้อ่านบทความในนี้แล้วรู้สึกขัดแย้งหรือเห็นด้วยก็พึงวางเฉยเสีย เพราะทางของผู้ใดก็เป็นของผู้นั้น ถ้าปฏิบัติถูก ย่อมเข้าถึงนิพพานทุกคน

Leave a Comment »

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com. | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.