สิ่งที่มันก็เป็นอย่างนั้นมาตลอด แต่เราไม่เข้าใจ
10 October, 2010 at 1:58 pm | Posted in Dhamma | Leave a commentโลกนี้เป็นของจริง จริงแบบโลกๆ จริงแบบสมมติ แต่ที่เราทุกข์เพราะเราไม่เข้าใจโลก เราไม่รู้ว่าอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมานั้น มันก็มีก็เป็นของมันมานานแล้ว มนุษย์ปุถุชนมันก็ต้องมีอารมณ์แบบนั้นเป็นของธรรมดา และอย่าปฏิเสธว่ามันไม่มี ก็เห็นกันอยู่ เห็นความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่เราไม่เข้าใจว่าทำไมมันต้องมี ความสุขความทุกข์มันก็มีของมันอยู่ เพราะสุขมันอยู่ตรงหน้า ทุกข์มันก็อยู่ตรงหน้า จะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรได้อย่างไร จะบอกว่า “สักแต่ว่า” ก็ได้แต่พูด แต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันก็สุขก็ทุกข์ แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ธรรมมะช่วยอะไร ธรรมมะคือการมีสติ มีสติไม่ใช่ว่าสติแบบพอมีอะไรเกิดขึ้นมากระทบใจก็บอกว่ามันไม่มี มันสักแต่ว่า ธรรมมะไม่ได้ช่วยให้เราไม่สุขไม่ทุกข์ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ว่างๆเฉยๆตัวตนไม่มีเพราะเป็นสิ่งสมมติ
เราต้องเข้าใจก่อนว่า ถึงมันเป็นสิ่งสมมติ แต่มันก็เป็นสิ่งสมมติแบบโลกๆ แล้วเราก็ยังอยู่ในนั้น ดังนั้นธรรมมะจึงหมายถึงการมีสติแบบที่เป็นความเข้าใจ เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เป็นของมันอย่างนั้น มันจะต้องเป็นอย่างนั้น ธรรมมะช่วยพ้นทุกข์ได้แต่ไม่ได้ช่วยแก้ทุกข์ ช่วยให้พ้นทุกข์หมายความง่ายๆคือทำให้เรา “รู้” นั่นเอง รู้ว่ามันมีอยู่นะ คนติฉินนินทา คนทำบุญทำทาน คนดีคนเลวมันก็มีของมันอยู่ ความสุขความทุกข์มันก็มีของมันอยู่
สาเหตุที่เราต้องมาหาทางไม่ให้มีความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไม่เข้าใจ จะทำให้ของที่มันต้องมี ต้องเป็น ของที่ไม่มีอยากให้มี ของที่มันมีอยู่ให้หายไป เพราะเรา “ไม่รู้” ว่ามันก็ต้องมีตามเงื่อนไขของต้นตอตามเหตุผลของมัน เราเป็นแค่ตัวที่นำเหตุมาและพาผลไป พาผลไปเจอกับอีกเหตุหนึ่งแล้วเกิดผลแล้วก็เป็นเหตุไปเรื่อยๆเท่านั้น โลกนี้ไม่ใช่ของเรา แต่เราต่างหากที่เป็นของโลก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำหรือความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่โลกนี้มันมีบัญญัติอยู่แล้วทั้งนั้น
แต่พอหลังจากที่เรามีสติแล้ว ทำไมยังโลภยังโกรธยังหลงอยู่ล่ะ เพราะยังขาดปัญญาใคร่ครวญว่า ที่อารมณ์เราแปรปรวนไปตามโลกนั้นมันสมควรแล้วหรือ แล้วทำไมอารมณ์เราถึงแปรปรวนไปตามโลก ก็เพราะเราไม่รู้สึกว่าตัวเราเป็นแค่ตัวนำเหตุและผลมา พาเหตุและผลไป แต่เรายึดถือเอาว่าความดีใจ เศร้าใจนี่เป็นตัวเรา เราเศร้า จริงๆแล้วเราเศร้าเราดีใจขึ้นมาได้เองหรือถ้ามันไม่มีเหตุ จะบอกว่านั่งอยู่เฉยๆก็ยิ้มได้หัวเราะได้ ไม่มีทางเลยถ้าปราศจากความคิด เหตุคืออะไร เหตุคือความคิด แล้วจะทำอย่างไร ตัดความคิดหรือ ตัดได้อย่างไรในเมื่อความคิดมันก็มีอยู่จริง มีอยู่มาตลอด มีมานานแล้ว และมันก็เป็นของมันอย่างนั้น สมองมีหน้าที่คิด จะปฏิเสธความคิดหรือก็ไม่ได้ และเมื่อเรามีสติและปัญญาเพียงพอแล้วนั่นแหละ เราจะ “รู้ว่าคิด” พอรู้ว่าคิด การยึดติดในอารมณ์มันก็ไม่มี ถ้าไม่รู้ว่าคิดก็นึกว่าเราคิด แต่จริงๆมันก็คิดไปตามเหตุของมัน มันมีเหตุมันก็คิด
พอเรารู้ว่าคิดมันก็จะไม่ยึดติดในอารมณ์อีกต่อไปเพราะอารมณ์ได้เกิดก่อนการรู้ว่าคิด เมื่อรู้ว่าคิดอารมณ์ก็เป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้ แล้วความสุขความทุกข์ยังมีมั้ย มีสิ แต่มีแบบเข้าใจว่า โลกมันมีนะ มันก็มีไปตามเหตุ
สรุปได้ว่าโลกนี้จะทุกข์ก็ได้ จะสุขก็ได้ เพราะมันก็เป็นของมันอย่างนั้น แต่ที่เราทุกข์เพราะเราไม่รู้ว่ามันก็เป็นของมันอย่างนั้น เราไม่รู้เพราะเราไม่รู้สึกว่าเราเป็นแค่ตัวนำพาเหตุและผล จึงรักความสุขเกลียดความทุกข์ แล้วเราก็ไปยึดติดกับอารมณ์เพราะนึกว่านั่นแหละตัวเรา สติช่วยให้เรา “รู้” ถึงความมีอยู่ของโลก “ปัญญา” ช่วยให้เราเข้าใจ ทำให้เรามองเห็นความคิด เมื่อเห็นความคิดก็ไม่ยึดติดอารมณ์ พอเราเข้าใจโลก ทีนี้โลภโกรธหลงอยู่ไหนล่ะ สุขทุกข์ ใครเป็นเจ้าของ…ไม่มี ไม่มีเจ้าของเลย
Leave a Comment »
RSS feed for comments on this post. TrackBack URI
Leave a Reply
Blog at WordPress.com. | Theme: Pool by Borja Fernandez.
Entries and comments feeds.